สภาพอากาศมีผลต่อการทำงานกับกาวยางมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านระหว่างหน้าฝนและหน้าร้อนที่มีความแตกต่างกันชัดเจน ในช่วงหน้าฝน อากาศจะมีความชื้นสูงตลอดทั้งวัน ส่งผลให้กาวยางแห้งช้ากว่าปกติ บางครั้งทิ้งไว้เกินสิบนาทีก็ยังรู้สึกว่าผิวกาวยังชื้นอยู่ นั่นก็เพราะว่าโมเลกุลของน้ำในอากาศจะไปแทรกอยู่ระหว่างกระบวนการระเหยของตัวทำละลาย ทำให้การระเหยช้าลง นอกจากนี้ ในวันที่ฝนตกอากาศจะเย็นกว่าปกติด้วย อุณหภูมิต่ำลงยิ่งไปลดอัตราการระเหยของตัวทำละลายอีกขั้นหนึ่ง ส่งผลให้กาวที่ควรแห้งภายใน 5–7 นาที อาจยืดไปถึง 10–15 นาที หรือมากกว่านั้นถ้าอยู่ในพื้นที่อับชื้น เพราะแบบนี้เราจึงควรมีขั้นตอนการเตรียมพื้นผิววัสดุก่อนการทากาวที่เข้มข้น ไปจนถึงการทากาวและประกบที่พิถีพิถันมากกว่าฤดูอื่นๆ

อยากอ่านหัวข้อไหน คลิ๊กเลย!
การเตรียมพื้นผิวก่อนทากาว
เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบพื้นผิวของวัสดุที่จะทำการติดกาวว่าแห้งสนิทจริงหรือไม่ ในช่วงหน้าฝนวัสดุหลายประเภท โดยเฉพาะไม้และผ้า มักดูเหมือนจะแห้งภายนอก แต่จริงๆ แล้วภายในยังคงมีความชื้นสะสมอยู่ การรีบทากาวในสภาพเช่นนี้จะทำให้กาวไม่สามารถยึดเกาะได้เต็มที่ วิธีที่ดีคือควรวางชิ้นงานในที่อากาศถ่ายเท และใช้ลมเป่าไปบนวัสดุเพื่อให้แน่ใจว่าความชื้นถูกไล่ออกไปจนหมด
เมื่อแน่ใจแล้วว่าพื้นผิวแห้งสนิท ขั้นตอนต่อไปคือการทำความสะอาด คราบน้ำมัน ฝุ่น และถ้ามีคราบมันควรใช้น้ำยาทำความสะอาดหรือน้ำยาลบคราบกาว SB เช็ดให้เกลี้ยง ส่วนวัสดุที่มีรูพรุนอย่างไม้อัด ผ้าและหนัง อาจต้องปัดฝุ่นและเช็ดซ้ำหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าผิวหน้าปลอดจากเศษฝุ่นและสิ่งสกปรก
นอกจากนี้หากวัสดุเรียบเกินไป กาวอาจเกาะได้ไม่แน่นนัก งานไม้หรือพลาสติกผิวเรียบ อาจต้องขัดผิวเบาๆ ด้วยกระดาษทรายละเอียดเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสให้กาวเกาะตัวได้ดีขึ้น หลังจากขัดแล้วควรเช็ดฝุ่นออกให้หมด ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการทากาวจริง
SB Tip : สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเตรียมพื้นผิวในช่วงหน้าฝน คือต้องมั่นใจว่าวัสดุแห้งสนิทจริงๆก่อนลงมือทากาว
วิธีการทากาวและรอแห้ง
หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งทากาวหนาจะยิ่งแน่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่กาวแห้งช้ากว่าปกติ การทากาวหนาเกินไปจะยิ่งทำให้กาวด้านในไม่สามารถเซตตัวได้ทันเวลา และอาจเกิดเป็นฟองอากาศสะสมอยู่ภายใน ส่งผลให้กาวเสื่อมประสิทธิภาพเร็วกว่าที่คิด
วิธีที่ถูกต้องคือทากาวบางๆ แต่ทาให้ทั่วและสม่ำเสมอ อุปกรณ์ที่แนะนำสำหรับทากาว คือ หวีปาดกาว จะช่วยให้ทากาวได้เรียบเนียน ปาดกาวลงบนพื้นผิวทั้งสองด้านที่ต้องการประกบกัน จากนั้นจึงปล่อยให้กาวค่อยๆ เซตตัว

การรอแห้งในหน้าฝนต้องใช้เวลานานกว่าหน้าร้อน โดยปกติควรรอขั้นต่ำประมาณ 10-15 นาที จนกว่าผิวกาวจะเริ่มเปลี่ยนจากลักษณะเงาเป็นด้าน และเมื่อลองสัมผัสเบาๆ แล้วรู้สึกเหนียวแต่ไม่ติดนิ้ว นั่นคือจังหวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการประกบ ห้ามประกบชิ้นงานขณะที่กาวยางยังเปียกอยู่โดยเด็ดขาด

หลังจากประกบชิ้นงานแล้ว เพื่อให้ชิ้นงานติดแน่นยิ่งขึ้น แนะนำให้ใช้แรงกดที่สม่ำเสมอไปทั่วบริเวณ หากเป็นชิ้นงานขนาดเล็กอาจใช้มือหรือของหนักกดทับได้ แต่สำหรับงานที่มีพื้นที่กว้าง เช่น แผ่นไม้ แผ่นลามิเนต ควรวางน้ำหนักทับให้แน่น เพื่อให้กาวซึมเข้าไปยึดเกาะทุกส่วนของพื้นผิว
อีกข้อที่ต้องคำนึงในหน้าฝน คือระยะเวลาในการกดทับ เนื่องจากความชื้นทำให้กาวเซตตัวช้ากว่าปกติ หากเป็นช่วงหน้าร้อนเพียง 30-40 นาทีก็เพียงพอ แต่ในหน้าฝนควรยืดเวลาออกไปอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง หรือในบางกรณีที่วัสดุมีความหนามากอาจต้องทิ้งไว้ข้ามคืนเพื่อความมั่นใจ หลังจากนั้นเมื่อกาวเซตตัวเต็มที่แล้ว การยึดเกาะจะมีความแข็งแรง ทนต่อแรงดึงและแรงกดได้ดี แม้ต้องเจอกับอากาศชื้นตลอดทั้งวัน
การเลือกสูตรกาวให้เข้ากับสภาพอากาศ
การเลือกกาวยางที่เหมาะสมไม่เพียงแค่ดูจากประเภทงานเท่านั้น แต่สภาพอากาศก็มีผลอย่างมากต่อการทำงานและประสิทธิภาพของกาวด้วย ในช่วงหน้าฝน อากาศมีความชื้นสูง กาวยาง SB น้ำเงิน ตอบโจทย์ได้อย่างดี เพราะนอกจากจะมีกลิ่นเบา ไม่ฉุนแรงจนรบกวนการทำงานในที่อับแล้ว ยังมีคุณสมบัติ แห้งไว กว่ากาวยางทั่วไป แม้อากาศจะมีความชื้นสูง กาวก็ยังเซตตัวได้ในเวลาสั้นกว่า ทำให้ไม่ต้องรอนานและสามารถประกบชิ้นงานได้ตรงจังหวะพอดี

กาวยาง SB น้ำเงิน ถูกออกแบบมาให้ยึดเกาะได้หลากหลายวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นไม้ ลามิเนต หนัง ผ้า หรือยาง เป็นสูตรที่ปรับตัวได้ดีทั้งในอากาศชื้นของหน้าฝนและอากาศร้อนจัดของหน้าร้อน หากมองหากาวที่ใช้งานได้ดีตลอดทั้งปี และช่วยลดปัญหากาวแห้งช้าช่วงหน้าฝนหรือแห้งเร็วเกินไปในหน้าร้อน กาวยาง SB น้ำเงิน เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด ด้วยคุณสมบัติกลิ่นเบา ใช้งานสบาย และแห้งไวในทุกสภาพอากาศ
