*ห้ามมิให้คัดลอก หรือดัดแปลงบทความนี้ โดยไม่ให้เครดิตเว็บไซต์ โดยเด็ดขาด
ความพรุน เป็นคุณสมบัติของวัสดุที่แสดงปริมาตรรวมของพื้นที่ว่าง หรือรูพรุน ในผิววัสดุ หรือพูดง่ายๆก็คือ หากวัสดุที่มีพื้นผิวที่มีรูพรุนมาก ก็แปลว่า วัสดุนั้นมีความสามารถในการกักเก็บของเหลวไว้ภายในมาก นั่นเอง วัสดุที่มีรูพรุน ก็อย่างเช่น ไม้อัด กระดาษแข็ง แผ่นโฟมยาง ฟองน้ำ ไม้ก๊อก ผ้า ไม้อัด ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการทำงานตกแต่ง และ DIY จะมีความพรุนอยู่ที่ 40-80% เลย

กาวที่ดีเยี่ยมสำหรับใช้งานกับวัสดุที่มีรูพรุน คือ กาวยาง เนื่องจากกาวยางเป็นกาวที่แห้งตัวไว ผลิตจากยางนีโอพรีนและเรซิ่น จึงสามารถใช้งานได้ดีแม้แต่กับวัสดุที่มีรูพรุนค่อนข้างมาก
เมื่อทากาวยาง ลงบนวัสดุที่มีรูพรุน กาวยางจะแห้งตัวไวมาก เมื่อเทียบกับทากาวยางบนวัสดุที่ไม่มีรูพรุน ยกตัวอย่างเช่น การทากาวยางเพื่อทำหน้าท็อปโต๊ะลามิเนต จะต้องทากาวยางลงบนแผ่นลามิเนตก่อน จึงค่อยทาลงบนหน้าท็อปโต๊ะไม้อัด นั่นก็เพราะว่า กาวยางที่ทาลงไปบนแผ่นลามิเนตจะใช้เวลาแห้งตัวนานกว่า กาวยางที่ทาลงไปบนไม้อัด ซึ่งเป็นวัสดุที่มีรูพรุน นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อทากาวยางลงบนวัสดุที่มีรูพรุน วัสดุจะดูดซับกาวเข้าไปเหมือนฟองน้ำ ทำให้มีปริมาณกาวที่เหลืออยู่บนหน้าพื้นผิวน้อย ยิ่งวัสดุมีปริมาณรูพรุนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดูซึมกาวเข้าไปในรูพรุนของวัสดุมากเท่านั้น ซึ่งก็จะส่งผลต่อความสามารถในการยึดติดของกาว

ด้วยสาเหตุนี้ วัสดุที่มีรูพรุนมากหรือดูดซับได้ดี อาจต้องใช้การเคลือบของกาวสองชั้น เพื่อมั่นใจว่าจะมีกาวหลงเหลืออยู่บนหน้าผิววัสดุ เพียงพอต่อการยึดเกาะ โดยมีวิธีการทากาวยางดังนี้
- ทากาวยาง ลงบนวัสดุที่มีรูพรุนให้ทั่ว
- รอให้กาวยางชั้นแรกแห้งตัวสนิท
- ทากาวยางเคลือบชั้นที่สอง
- รอให้กาวยางแห้งตัวสนิท อีกครั้ง
นอกจากนี้แล้ว การเลือกใช้กาวยางที่มีคุณภาพ มีปริมาณเนื้อกาวเยอะ ก็มีส่วนช่วยเพิ่มการยึดเกาะด้วย แนะนำ กาวยาง SBแดง สูตรพรีเมี่ยม กาวยางเกรดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. เลขที่ 521-2527 ผ่านการทดสอบปริมาณเนื้อกาว และวัดค่าแรงยึดเกาะ จากสมอ.

เทคนิคการทากาวยางเคลือบ 2 ชั้น จะทำให้มั่นใจได้ว่ามีปริมาณกาวยางอยู่บนพื้นผิวเพียงพอสำหรับการยึดเกาะที่แน่นหนา และคงทน นอกจากนี้ เทคนิคนี้ไม่ได้ใช้สำหรับกาวยางชนิดทา เท่านั้น แต่สามารถนำไปใช้กับการพ่นกาวยาง ลงบนวัสดุที่มีรูพรุนได้อีกด้วย
สินค้าในบทความ


