ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแห้งตัวต่อกาวยาง และเทคนิคเร่งการแห้งตัวกาวยาง

*ห้ามมิให้คัดลอก หรือดัดแปลงบทความนี้ โดยไม่ให้เครดิตเว็บไซต์ โดยเด็ดขาด

คงมีหลายครั้งที่เมื่อทากาวยางไปแล้ว รอเท่าไหร่ กาวก็ไม่แห้งซักที หรือทำไมกาวยางแห้งตัวช้ากว่าทุกครั้ง…คำถามนี้อาจโผล่ขึ้นมา

ในอุตสาหกรรมการผลิต หรือการทำอาชีพตกแต่งภายใน สิ่งนี้อาจเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ต้องรอให้กาวยางแห้งตัวก่อนที่จะไปยังขั้นตอนต่อไปในสายการผลิต หรือเพื่อให้งานส่วนอื่นๆได้ดำเนินต่อไป (เช่น การประกอบเฟอร์นิเจอร์!) ระยะเวลาการแห้งตัวของกาวยางจะส่งผลอย่างมากต่อปริมาณและความรวดเร็วในการผลิต รวมไปถึงระยะเวลาการส่งมอบงาน

ระยะเวลาที่ใช้ในการรอแห้งตัวของกาวยางจะไม่คงที่เสมอไป บางครั้งอาจใช้เวลาถึง 2 เท่าของเดือนก่อนหน้า ในบทความนี้เราจะมาบอกถึงปัจจัยที่อาจส่งผลต่อระยะเวลาการแห้งตัวของกาวยาง จากนั้นเราจะมาช่วยบอกเทคนิคที่จะช่วยร่นระยะเวลาการแห้งตัวของกาวยาง

1. อุณหภูมิ

อุณหภูมิ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในระยะเวลาการแห้งตัวของกาวยาง อุณหภูมิของสภาพแวดล้อม รวมไปถึงอุณหภูมิของกาวและวัสดุ ส่งผลอย่างมากต่อระยะเวลาการแห้งตัวของกาว อุณหภูมิที่ต่ำลง จะส่งผลให้กาวใช้เวลาในการแห้งตัวนานขึ้น

2. ความชื้น

นอกจากอุณหภูมิแล้ว ความชื้นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยใหญ่ที่ส่งผลต่อระยะเวลาการแห้งตัวของกาวยาง ความชื้นที่เพิ่มขึ้น ก็หมายถึง มีน้ำในอากาศมากขึ้น ยิ่งอากาศชื้นเท่าไหร่ กาวยางก็จะใช้เวลาแห้งตัวนานขึ้นเท่านั้น

จริงๆแล้วในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม เรามักได้รับคำถามเป็นประจำว่าทำไมกาวยางจึงใช้เวลานานขึ้นในการรอให้แห้ง

เหตุผลสำหรับเรื่องนี้ก็เพราะว่า ในช่วงเวลานี้เป็นฤดูฝน ซึ่งก็มาพร้อมกับความชื้นในอากาศที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะทำให้กาวยางแห้งตัวช้าลงแล้ว ความชื้นเหล่านี้ก็อาจแทรกซึมเข้าไปในวัสดุที่เราจะทากาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัสดุที่มีรูพรุน (เช่น ไม้อัด ลังกระดาษ ผ้า) ส่งผลให้ระยะเวลาการแห้งตัวของกาวยางยิ่งนานขึ้นไปอีก ในความเป็นจริงนั้น ในขณะที่ฝนตกหนัก หรือความชื้นในอากาศสูงกว่า 75% ควรหยุดขั้นตอนการทากาวยางเลย เนื่องจากความชื้นที่สูงเกินไปอาจส่งผลให้ชิ้นงานพองบวมในภายหลังได้

3. ปริมาณกาว

ในการใช้กาวยาง ควรระวังอย่าใช้ปริมาณมากเกินไป เพราะยิ่งมีปริมาณกาวในพื้นที่มากเท่าไหร่ อัตราการแห้งตัวของกาวยางก็จะยิ่งช้าลงเท่านั้น

4. จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าประกบวัสดุ ก่อน ที่กาวยางแห้ง

กาวยางเป็นกาวที่จะสร้างแรงยึดเกาะได้ก็ต่อเมื่อกาวยางแห้งสนิทแล้วเท่านั้น เมื่อทากาวยางลงไปบนวัสดุ เราต้องรอให้สารทำละลายที่ผสมอยู่ในกาวยางระเหยออกไปจนหมด จนเหลือแต่ส่วนของเนื้อกาว (ที่เป็นตัวสร้างแรงยึดเกาะ) ไว้บนหน้าผิววัสดุ

วิธีตรวจเช็คง่ายๆว่ากาวยางแห้งสนิทแล้ว ให้นำนิ้วมือ หรือหลังข้อนิ้ว แตะลงไปบนกาวที่ทาลงไป ถ้าไม่มีกาวติดขึ้นมา แสดงว่ากาวยางแห้งสนิทดีแล้ว

หากประกบวัสดุสองชิ้นเข้าด้วยกันก่อนที่กาวยางจะแห้งสนิท สารทำละลายที่ผสมอยู่ในกาวยางจะยังระเหยออกไปไม่หมด และจะยังคงพยายามระเหยออกต่อไป ส่งผลให้ชิ้นงานที่เราประกบติดกันพองบวมในภายหลังได้

6. เทคนิคเร่งการแห้งตัวของกาว

  1. เก็บกาวยางไว้ในบริเวณที่ไม่เย็นจนเกินไป
    อย่างที่เราบอกไปว่าอุณหภูมิส่งผลอย่างมากต่อระยะเวลาการแห้งตัวของกาว ควรดูให้แน่ใจว่าพื้นที่เก็บกาวยางไม่เย็นจนเกินไป (แต่ก็ไม่ควรร้อนเกินไปนะ!)
  2. เลือกทากาวยางในพื้นที่แห้ง โปร่ง และไม่เย็นจนเกินไป
    สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดในการทากาวยาง คือบริเวณที่แห้ง โปร่ง มีลมโกรก และสะอาดปราศจากฝุ่นผง การทากาวยางในพื้นที่ดังกล่าวจะช่วยเร่งระยะเวลาการแห้งตัวของกาวยางให้ไวขึ้น
  3. หากต้องทากาวในพื้นที่ชื้นจัด ใช้ความร้อนเป็นตัวช่วย
    หากจำเป็นต้องทากาวยางขณะที่อากาศชื้นจัด ควรพิจารณาใช้เครื่องดูดความชื้น หรือหากไม่สามารถหาได้ ก็สามารถใช้เครื่องเป่าลมร้อน แทนได้ โดยแนะนำให้เป่าลมร้อนไปบนวัสดุก่อนที่จะทากาว (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บนวัสดุที่มีรูพรุน) เพื่อช่วยไล่ความชื้นออกจากวัสดุก่อน จากนั้นเมื่อทากาวยางลงไปแล้ว ให้ใช้เครื่องเป่าลมร้อนเป่าผ่านๆอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้กาวเกิดฝ้า และช่วยเร่งระยะเวลาการแห้งตัวของกาวได้
  4. เลือกใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องในการทากาว
    อย่างที่บอกไปว่าการทากาวหนาเกินไป จะทำให้กาวยางใช้เวลานานขึ้นในการแห้งตัว แนะนำให้ใช้หวีปาดกาวในการทากาวยาง จะทำให้ปาดกาวได้เรียบเนียน ไม่เป็นก้อน แต่ยังมีเนื้อกาวอยู่บนหน้าผิววัสดุเพียงพอต่อการยึดเกาะ
  5. เลือกเทคนิคการพ่นกาว แทนการทากาว
    แนะนำให้ลองใช้งานกาวยางชนิดพ่น เนื่องจากการพ่นกาว จะพ่นออกมาเป็นละอองกาวจึงสามารถควบคุมปริมาณกาวยางบนวัสดุได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่

สินค้าในบทความ