กาวยาง คืออะไร?
กาวยาง เป็นกาวที่มีสีเหลืองทอง เนื้อกาวยืดหยุ่น เมื่อกาวยางเคลือบบนผิววัสดุทั้งสองชิ้น ปล่อยให้แห้ง จะสามารถสร้างแรงยึดเกาะที่แน่นหนาได้ในทันทีเมื่อสัมผัสกัน
กาวยาง เป็นที่นิยมใช้อย่างมากในงานตกแต่งลามิเนต โดยเฉพาะการตกแต่งภายใน หรือ “บิ้วท์อิน” กาวยางเรียกได้ว่าเป็นกาวอเนกประสงค์เลยก็ว่าได้ เนื่องจากสามารถนำไปใช้ยึดติดวัสดุได้หลากหลายประเภท เช่น ไม้ หนัง โลหะ ผ้า กระดาษลัง หญ้าเทียม และอื่นๆ

กาวยาง – คำถามที่พบบ่อย
อยากอ่านหัวข้อไหน คลิ๊กเลย!
1. กาวยาง ทาลงบนวัสดุอย่างไร?
กาวยาง มีเนื้อสัมผัสที่หนืดข้น อุปกรณ์ที่เหมาะสมที่สุดในการทากาวยาง คือ หวีปาดกาว ซึ่งมักทำมาจากแผ่นลามิเนต ตัดให้มีขนาดพอจับ นำมาเซาะเป็นร่องตรงปลายเพื่อให้ทากาวยางได้เรียบเนียน และมีเนื้อกาวเพียงพอบนหน้าผิววัสดุสำหรับการยึดเกาะ

กาวยางสามารถทาด้วยอุปกรณ์อื่นๆอีก เช่น ลูกกลิ้ง แปรงทาสี แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากจะทำให้ทากาวยางได้ไม่เรียบเนียน เป็นก้อน และทำความสะอาดได้ยาก
2. ควรเลือกกาวยาง อย่างไร?
ควรเลือกกาวยาง ที่มีมาตรฐานรองรับ อย่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ช่วยกำหนดแนวทางแก่ผู้ผลิตในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด

กาวยาง SB ได้การรับรองมอก. เลขที่ 521-2527 โดยสินค้าได้ผ่านการทดสอบและควบคุมคุณลักษณะที่สำคัญของสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณเนื้อกาว, แรงยึดเกาะ, ความหนืด ไปจนถึงการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน
นอกจากนี้แล้ว ควรเลือกกาวยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น
- ในการทำงานตกแต่งภายใน แนะนำใช้กาวยางที่มีกลิ่นบางเบา เพื่อลดอาการแสบจมูก แสบตาขณะทากาว รวมถึงช่วยร่นระยะเวลาส่งมอบงานให้ไวยิ่งขึ้นอีกด้วย แนะนำ กาวยาง SBน้ำเงิน สูตรไร้กลิ่นฉุน
- หากต้องทำงานภายนอก ที่เจอแสงแดดแรง หรืองานตกแต่งภายในห้องครัว ห้องกระจก ที่เจออุณหภูมิสูงอย่างต่อเนื่อง แนะนำใช้กาวยางที่มีคุณสมบัติทนทานต่อความร้อนสูง เพื่อลดปัญหาชิ้นงานพองบวม หรือเผยอเมื่อเจอความร้อนสูง แนะนำ กาวยาง SBแดง สูตรพรีเมี่ยม
- หากต้องทำงานกับชิ้นงานขนาดใหญ่ หรืองานตกแต่งแนวตั้ง แนะนำใช้กาวแบบพ่น เพื่อความรวดเร็วและสะดวกในการใช้งาน แนะนำ กาวยาง SB สูตรพ่น

3. กาวยาง ควรทาปริมาณเท่าไหร่ บนผิวหน้าวัสดุ?
การทากาวยาง ต้องทาลงบนวัสดุทั้ง 2 ชิ้นที่จะนำมาประกบติดกัน โดยทาเคลือบให้ทั่วทั้งผิววัสดุให้เท่ากันทั้งชิ้น ไม่บาง ไม่หนาจนเกินไป
หากทาบางเกินไป สามารถทาซ้ำได้ โดยทากาวยางรอบแรก รอให้แห้ง แล้วทากาวยางซ้ำอีกครั้ง นอกจากนี้แล้ววัสดุบางชนิดที่มีรูพรุนเยอะ จะเป็นวัสดุดูดกาว เช่น ไม้อัด, แผ่นโฟมยาง, กระดาษลัง เมื่อทากาวยางลงไปแล้ว จะถูกดูดเข้าไปในรูพรุนของวัสดุ ทำให้มีปริมาณกาวยางหลงเหลืออยู่บนผิวหน้าวัสดุเพียงเล็กน้อย แนะนำให้ทากาวยางสองรอบ

แต่หากทากาวยางหนาเกินไป หรือมีหยดกาวนูนเป็นจุดๆบนหน้าวัสดุ ให้ใช้หวีปาดกาวหรือนิ้วมือปาดเอากาวส่วนเกินออก
4. รอนานเท่าไหร่ ถึงจะประกบชิ้นงานเข้าด้วยกันได้?
การประกบติดชิ้นงานเข้าด้วยกันสามารถทำได้ทันทีที่กาวยางที่ทาลงไปบนวัสดุแห้งสนิท วิธีทดสอบง่ายๆ ให้ใช้หลังข้อนิ้วแตะลงไปบนพื้นผิวที่ทากาวยาง หากไม่มีกาวยางติดขึ้นมา แสดงว่ากาวยางแห้งสนิท พร้อมประกบติดแล้ว ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เวลารอแห้งประมาณ 8-15 นาที
5. การรอแห้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร?
การรอแห้งเพื่อให้สารทำละลายในกาวยางระเหยออกไปจนหมด จนเหลือแต่เนื้อกาวบนผิววัสดุ สามารถทำได้โดยการสัมผัสกับอากาศโดยปกติ แต่สามารถใช้พัดลม หรือไดร์ความร้อนเป่า เพื่อเร่งอัตราความเร็วในการแห้งตัวได้

6. อุณหภูมิ และความชื้น ส่งผลต่ออัตราความเร็วในการแห้งตัวของกาวยาง หรือไม่?
กาวยาง จะแห้งตัวช้าลง ในสภาพอากาศที่เย็น และแห้งตัวไวขึ้น ในสภาพอากาศที่ร้อน
เมื่อความชื้นในอากาศต่ำ อัตราการแห้งตัวของกาวยางจะถูกเร่ง และเมื่อความชื้นในอากาศสูง กาวยางจะแห้งตัวช้าลงในสภาพอากาศที่เย็นและชื้น ควรใช้เวลารอให้กาวยางแห้งนานขึ้น อย่างน้อย 5-10 นาที

7. ความหนืด หมายถึง?
ความหนืดของกาว เป็นตัววัดอัตราการไหลของกาว ตัวอย่างเช่น กาวยางชนิดพ่นจะมีความหนืดต่ำ เพื่อให้สามารถพ่นออกมาเป็นละอองจากกาพ่นกาวได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนกาวยางชนิดทาจะมีความหนืดสูงกว่า เพื่อให้ปาดและกระจายตัวบนผิววัสดุได้ง่าย
อย่างไรก็ตามความหนืดของกาวที่สูง ไม่ได้หมายความว่ากาวยางมีแรงยึดเกาะที่สูงตามไปด้วย
8. หากใช้งานไปแล้ว กาวยางหนืดข้นตัวขึ้น สามารถใช้อะไรละลายได้?
กาวยางเมื่อเปิดใช้งานแล้ว จะมีความข้นหนืดขึ้นตามปกติ แต่อัตราการข้นหนืดจะเร็วขึ้นหากปิดฝาบรรจุภัณฑ์ไม่สนิท เนื่องจากสารทำละลายในกาวยางจะค่อยๆระเหยออก

กาวยางที่หนืดข้นเกินไปอาจทำให้ปาดลงบนวัสดุได้ยาก หรือพ่นไม่ออก แนะนำใช้ สารละลายกาว SB ผสมลงไปในกาวยางและคนให้เข้ากัน น้ำยาจะช่วยลดความหนืดของกาวยาง ให้กาวเหลวขึ้น ทำหน้าที่เป็น Thinning agent ใช้ได้ทั้งกับกาวยางชนิดทา และกาวยางชนิดพ่น
9. 4 สาเหตุหลักๆที่ทำให้กาวยางติดไม่อยู่ ?
- ทากาวยางบางเกินไป จนไม่มีปริมาณกาวยางเพียงพอบนผิวหน้าวัสดุสำหรับการยึดเกาะ
- ประกบชิ้นงานไวเกินไป โดยที่กาวยางยังไม่แห้งสนิทดี
- หลังประกบชิ้นงานแล้ว ไม่ใช้แรงกดที่เพียงพอให้ชิ้นงานยึดติดเข้าด้วยกัน
- ชิ้นงานเจอกับแรงกระทบ หรืออุณหภูมิที่สูงมาก ภายใน 3 วันหลังประกบชิ้นงาน
สินค้าในบทความ



