*ห้ามมิให้คัดลอก หรือดัดแปลงบทความนี้ โดยไม่ให้เครดิตเว็บไซต์ โดยเด็ดขาด
เมื่อทำการยึดติดพื้นผิว อาจเกิดเหตุการณ์พื้นผิวที่ทากาวยางหลุดออกหรือแยกตัวออกจากกันก่อนเวลาอันควร ซึ่งเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ ปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น ความสะอาดของพื้นผิว ไปจนถึง ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก อย่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความชื้น เป็นต้น ในบทความนี้เราจะมาบอกถึงสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของการยึดเกาะที่ล้มเหลว รวมไปถึงวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์กาวยาง “ติดไม่อยู่”

อยากอ่านหัวข้อไหน คลิ๊กเลย!
1. การเตรียมพื้นผิวที่ไม่ดี
ไม่ว่าจะอ่านมากี่บทความ สาเหตุนี้ถือว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการล้มเหลวทางการยึดเกาะของกาวเลยก็ว่าได้ พื้นผิววัสดุมักถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งสกปรก น้ำมัน จาระบี และฝุ่นผงขนาดเล็ก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวขัดขวางการทำงานของกาวและทำให้กาวไม่ยึดติด
การเตรียมพื้นผิวของวัสดุสำหรับการติดกาวยาง เริ่มตั้งแต่การทำความสะอาด ไปจนถึงการขัดผิว การทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไป แนะนำให้ใช้ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (น้ำยา IPA) ผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 50/50 เพื่อเช็ดทำความสะอาด
- การทำความสะอาดน้ำมัน : ใช้น้ำยาขจัดคราบไขมัน เช่น น้ำยา MEK เพื่อขจัดคราบไขมันออกให้หมดก่อนทำความสะอาดทั่วไป
- การทำความสะอาดสี พลาสติก และโลหะ : ควรใช้เทคนิคการขัดผิว เพื่อลอกและขจัดสิ่งสกปรกออก และจบด้วยการขัดผิวให้เรียบ
- พื้นผิววัสดุที่มีรูพรุน : อาจจำเป็นต้องเคลือบผิวด้วยสารเคลือบผิวแข็งก่อนทากาว
2. การปนเปื้อน
สอดคล้องกับข้อแรก นอกจากพื้นผิววัสดุจะมาพร้อมกับสิ่งปนเปื้อนแล้ว อุปกรณ์ที่ใช้ในการทากาว รวมไปถึงสถานที่ทากาว ก็ส่งผลต่อการยึดเกาะของกาวเช่นกัน เพราะสารปนเปื้อนในอุปกรณ์ทากาว และสถานที่ (เช่น คราบฝุ่น หรือคราบน้ำมันต่างๆ) สามารถเคลื่อนตัวเข้าสู่ตัวกาวยางและเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ ซึ่งก็จะทำให้เกิดความล้มเหลวในการยึดเกาะ
3. การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ไม่คาดคิด เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทำให้เกิดความร้อนสูง หรือความผันผวนของความเย็น (เช่น การทากาวใกล้แหล่งความร้อน หรือการเปิดแอร์เย็นอย่างรวดเร็ว) นำไปสู่การยึดเกาะล้มเหลว อุณหภูมิที่สูงจะทำให้กาวอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อุณหภูมิต่ำ อาจทำให้กาวแข็งเกินไป

นอกจากนี้แล้ว วัสดุที่ทากาวยางไปแล้ว หากเจอแสง UV จากแสงแดดส่องเป็นระยะเวลานานก็สามารถทำให้วัสดุเปราะได้ แนะนำให้เลือกใช้กาวยางที่สามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้ อย่างกาวยาง SB สูตรพรีเมี่ยม ผสมเนื้อยางและเรซิ่นนำเข้าคุณภาพสูง ที่มีความทนทานต่อความร้อนได้ดีเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับงานตกแต่งที่ต้องเจออุณหภูมิสูงอย่างต่อเนื่อง หรือเป็นประจำ โดยสามารถทนความร้อนที่อุณหภูมิมากกว่า 105 องศาเซลเซียส (ข้อมูลการทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ)
4. ขั้นตอนการใช้กาวยาง ที่ไม่ถูกต้อง
แม้แต่กาวที่คุณภาพที่ดีที่สุด หากใช้งานไม่ถูกต้อง ก็นำมาสู่ปัญหาชิ้นงานหลุดร่อนได้ ความผิดพลาดในการใช้กาวยางที่พบบ่อย มีดังนี้
- ทากาวยาง หนาหรือบางเกินไป (อาจใช้อุปกรณ์ทากาวยางที่ไม่ถูกต้อง)
- ทากาวยางบนวัสดุเพียงด้านเดียว
- ไม่รอให้กาวยางแห้งสนิทก่อนประกบติดวัสดุเข้าด้วยกัน
- แงะ แกะ หรือเคลื่อนย้ายชิ้นงานหลังประกบชิ้นงานทันที
5. ความชื้น
ความชื้นส่งผลต่อประสิทธิภาพการยึดเกาะของกาวยางอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงของความชื้นในอากาศ เช่น ขณะฝนตกหนัก ทำให้ความชื้นเคลื่อนตัวเข้าสู่วัสดุที่จะทากาว รวมไปถึงตัวกาวยางด้วย ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดความล้มเหลวของการยึดเกาะ
หากมีความจำเป็นต้องใช้งานกาวยางขณะที่สภาพอากาศมีความชื้นสูง ควรปรับเปลี่ยนวิธีใช้งาน ดังนี้
- มั่นใจว่าวัสดุที่จะทากาวยางไม่มีความชื้นแทรกซึมเข้าไป โดยเฉพาะวัสดุที่มีรูพรุน เช่น แผ่นไม้อัด แนะนำให้ใช้เครื่องเป่าความร้อน เป่าลงไปบนวัสดุให้ทั่วก่อนทากาว
- หากทากาวยางลงไปวัสดุแล้วเกิดฝ้าขึ้น แสดงว่าสภาพอากาศขณะนั้นมีความชื้นสูงเกินไป ให้หยุดทากาวทันที
- เมื่อทากาวยางลงไปบนวัสดุแล้ว ให้รอให้กาวยางแห้งสนิทนานกว่าเดิม 5-10 นาที
- หากความชื้นในอากาศสูงเกิน 70% ควรงดเว้นการทากาวเพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นส่งผลต่อประสิทธิภาพการยึดเกาะ
6. ชิ้นงานเจอกับแรงกระทบมากเกินกว่าที่กาวยางรับได้
หลังประกบชิ้นงานไปแล้ว ชิ้นงานอาจต้องเจอกับแรงกระทบจากภายนอก มากเกินหรือเร็วกว่าที่กาวจะรับได้ ไม่ว่าจะมาจากการเคลื่อนย้ายชิ้นงาน หรือการใช้งานชิ้นงาน เพราะแบบนี้ หนึ่งสิ่งที่บ่งบอกประสิทธิภาพที่ดีของกาวยาง คือ ความทนทานต่อแรงลอก และความทนทานต่อแรงเฉือน

กาวยาง SB เป็นกาวยางที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. กาวยาง เลขที่ 521-2527 โดยสินค้าได้ผ่านการทดสอบคุณลักษณะต่างๆที่สำคัญต่อประสิทธิภาพของกาวยาง ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณเนื้อกาว, ความหนาแน่น, ความหนืด, ความต้านต่อแรงลอก และความต้านต่อแรงเฉือน
สินค้าในบทความ


