กาวยาง หรือกาวยางเหลือง เป็นกาวที่เยี่ยมยอด เพราะนอกจากจะใช้งานง่ายสุดๆแล้ว ยังมีพลังยึดเกาะที่เหนียวแน่น กาวยางมีกฎการใช้งานที่เรียบง่าย เพียงแค่ทาไปบนวัสดุ รอให้แห้ง แล้วประกบติด แต่รู้หรือไม่ว่า กาวยาง ก็ยังถูกนำไปใช้ผิดบ่อยครั้ง….ในบทความนี้ เราจึงจะมาถอดรหัสง่ายๆในการใช้กาวยางเพื่อให้ชิ้นงานของคุณออกมาสวยเนี๊ยบ
อยากอ่านหัวข้อไหน คลิ๊กเลย!
1. กาวยาง คืออะไร
กาวยาง ถือว่าเป็นกาวอเนกประสงค์ เพราะสามารถนำไปใช้ติดกับวัสดุหลากหลายชนิดได้อย่างง่ายดาย กาวยางสามารถใช้งานได้ดี ในงานที่ต้องการความรวดเร็วในการยึดเกาะ และการยึดเกาะที่แน่นถาวร
แล้ว กาวยาง คืออะไร? กาวยางถือเป็นกาวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยทั่วไปจะนำมาใช้ด้วยหวีปาดกาว แปรง หรือ พ่น ลงบนวัสดุ 2 ชิ้นที่จะนำมาติดกัน หลังทากาวยางไปบนวัสดุแล้ว เมื่อกาวยางแห้งตัวลง จนเหลือเพียงเนื้อกาว ที่เป็นเหมือนฟิล์มเคลือบบนผิววัสดุ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด การยึดเกาะอัตโนมัติ ซึ่งหมายความว่าเมื่อฟิล์มกาวสัมผัสกัน จะเกิดการยึดเกาะโดยทันที
อยากรู้! กาวยางใช้ติดวัสดุอะไรได้บ้าง คลิ๊กเลย
2. ปัญหาที่มักพบในการใช้กาวยาง
ปัญหาแรกที่มักพบในการใช้งานกาวยาง คือ ผู้ใช้งานพยายามติดวัสดุหลังทากาวเร็วเกินไป หากทำแบบนี้ ชิ้นส่วนที่ติดกาวจะมีความแข็งแรงต่ำ เนื่องจากสารทำละลายที่อยู่ในกาวยังระเหยออกไปไม่หมด และมีโอกาสชิ้นงานพองบวมหลังประกบติดได้
ปัญหาที่สองที่มักพบในการใช้งานกาวยาง คือ การจัดตำแหน่งวัสดุใหม่หลังประกบชิ้นงาน เมื่อประกบชิ้นงานสองชิ้นเข้าด้วยกัน พื้นผิวจะเกาะติดกันทันทีที่สัมผัส จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการจัดตำแหน่งพื้นผิว เพราะเมื่อประกบชิ้นงานเข้าด้วยกันแล้ว การแยกชิ้นงานเพื่อวางตำแหน่งใหม่ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
3. จุดเด่นของกาวยาง
ระยะเวลาการแห้งตัว ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดเด่นของกาวยาง เนื่องจากหนึ่งในปัญหาหลักของกาวชนิดอื่นๆ คือ ใช้เวลาในการแห้งตัวนานกว่ามาก รวมไปถึงกาวชนิดอื่นๆต้องใช้ความร้อน เวลาและแรงกดทับในระดับหนึ่งเพื่อให้เกิดการยึดเกาะ ในทางกลับกัน กาวยางสามารถแห้งตัวเองได้ไว และควรแห้งสนิทก่อนทำการยึดติด
นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นของกาวยาง คือ สามารถสร้างพันธะยึดเกาะที่แน่นถาวรเมื่อปล่อยให้แห้งตัวและเซ็ตตัว เมื่อประกบชิ้นงานเข้าด้วยกัน ชิ้นงานจะยึดติดทันที แต่จะใช้เวลาเซ็ตตัวถาวร ประมาณ 24 ชั่วโมง จึงไม่ควรไปแงะ แกะชิ้นงานในช่วงเวลาที่กาวยางกำลังเซ็ตตัว
4. เคล็ดลับในการใช้งานกาวยางอย่างถูกวิธี
เคล็ดลับในการใช้งานกาวยาง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับวัสดุทุกชนิด เพื่อให้ชิ้นงานของคุณออกมาสวยแน่น ไร้ปัญหา
- วัสดุที่จะนำมาติดกัน ต้องสะอาดและแห้งสนิท
- แนะนำให้ใช้หวีปาดกาว (หรือวัสดุที่มีฟันหยัก) ในการทากาวลงบนวัสดุที่จะนำมาติดกัน (อยากรู้! วิธีทำหวีปาดกาว คลิ๊กเลย)
- ขั้นตอนการรอแห้ง จำเป็นอย่างมากเพื่อให้สารทำละลายระเหยไป สำหรับอุณหภูมิที่ร้อนจัดและความชื้นต่ำ ใช้เวลารอแห้งประมาณ 5 นาที แต่ขณะความชื้นสูง ควรใช้เวลารอแห้ง ให้นานถึง 15 นาที
- จะทราบได้อย่างไรว่าสารทำละลายได้ระเหยออกไปหมดแล้ว? ให้ใช้หลังข้อนิ้ว แตะลงไปบนกาว ถ้าไม่มีกาวติดขึ้นมา แสดงว่าแห้งดีแล้ว
- วัสดุที่มีรูพรุน จะดูดซับกาว เช่น ไม้ MDF หรือผ้า ให้ทากาว 2 ชั้น โดยทาชั้นแรก รอให้แห้ง แล้วจึงทาอีกชั้นนึง แล้วรอให้แห้งอีกครั้ง
- สุดท้าย หลังประกบชิ้นงานแล้ว ให้ใช้ลูกกลิ้ง หรือผ้าแห้ง รีดกดทับชิ้นงานให้ยึดติดแน่น
5. มาตรฐานรับรองคุณภาพกาวยาง ในประเทศไทย
กาวยาง เป็นสินค้าที่ไม่ได้มีมาตรฐานบังคับ แต่ผู้ผลิตสามารถยื่นขอการรับรองด้วยความสมัครใจเพื่อพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามเกณฑ์กำหนดมาตรฐาน โดยกาวยางที่ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. จะผ่านการวัดคุณลักษณะของสินค้าจากสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น ปริมาณเนื้อกาว, ความหนืด, ความต้านแรงลอก เป็นต้น
กาวยางเอสบี ได้การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) 521-2527
สินค้าในบทความ







