*ห้ามมิให้คัดลอก หรือดัดแปลงบทความนี้ โดยไม่ให้เครดิตเว็บไซต์ โดยเด็ดขาด
กาวยาง เป็นประเภทของกาวที่มีส่วนผสมหลักทำมาจากยาง กาวยางมีจุดเด่นในเรื่องความสามารถในการสร้างแรงยึดเกาะที่แน่นหนาในระยะเวลาอันสั้น เพราะแบบนี้กาวยางจึงนิยมนำไปใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมตกแต่งภายใน กาวยางมักนำไปใช้เป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างแผ่นลามิเนตกับพื้นผิวไม้ ในการทำเคาน์เตอร์ท็อป และเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อินต่างๆ หรือแม้แต่การนำไปใช้ติดแผ่นหญ้าเทียม

ในบทความนี้เรามาแชร์ 6 เคล็ดลับในการใช้งานกาวยาง ที่รับรองว่าถ้าคุณทำตามแล้ว ผลงานของคุณจะออกมาสวยเนี๊ยบ ติดแน่น อย่างแน่นอน… 6 ข้อนี้ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน
อยากอ่านหัวข้อไหน คลิ๊กเลย!
1. เตรียมผิววัสดุก่อนทากาว ขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรข้าม
ขั้นตอนการเตรียมผิววัสดุ มักถูกมองข้าม แต่จริงๆแล้วเป็นขั้นตอนที่สำคัญสุดๆ เพราะพื้นผิววัสดุที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละออง ความมัน หรือน้ำยาต่างๆ จะไปขัดขวางการทำงานของกาว ทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะลดลง ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้ชิ้นงานหลุดลอก หรือเผยอได้ ตัวอย่างเช่น พื้นผิวไม้ซึ่งมักปกคลุมไปด้วยฝุ่น แว็กซ์ และน้ำยาเคลือบ การทำความสะอาดผิวไม้ก่อนทากาวยาง จึงจำเป็นอย่างยิ่ง
ขั้นตอนการเตรียมผิววัสดุแบ่งออกเป็น 3 วิธี ดังนี้
1. การทำความสะอาดพื้นผิวด้วยการปัด กวาด และเช็ดฝุ่นละออง หรือสิ่งสกปรกที่ปกคลุมผิวหน้าวัสดุอยู่
2. การใช้กระดาษทราย แปรง หรือเครื่องมือที่มีผิวหยาบ/ มีความคม ในการขัดให้พื้นผิววัสดุมีความหยาบกร้าน เพื่อให้กาวยางมีพื้นที่ยึดเกาะที่ดีขึ้น ขั้นตอนนี้สำคัญมากสำหรับการทำงานกับวัสดุที่มีผิวเรียบ หรือผิวมัน การขัดพื้นผิวเพียงเล็กน้อยจะช่วยลดความมันของพื้นผิว ส่งผลให้กาวยึดเกาะได้ดีขึ้นมาก (หลังขัดผิวแล้วก็อย่าลืมเช็ดทำความสะอาดอีกครั้งนะ)
3. การใช้น้ำยาทำความสะอาด เช่น น้ำยา IPA เพื่อเช็ดทำความสะอาดผิว
หลังจากทำการเตรียมผิววัสดุแล้ว ก็อย่าลืมรอให้พื้นผิววัสดุแห้งสนิทก่อน ถึงจะเริ่มขั้นตอนทากาวยางนะ
2. อุปกรณ์ที่ใช้ในการทากาว สำคัญกว่าที่คุณคิด
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทากาวยาง ก็สำคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะการใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมในการทากาว จะทำให้ทากาวได้ไม่เรียบเนียนเท่ากันทั้งวัสดุ ซึ่งก็จะส่งผลให้กาวยางแห้งตัวไม่พร้อมกัน นำมาสู่ปัญหาชิ้นงานพองบวมในภายหลัง
อุปกรณ์ที่ควรใช้ในการทากาวยาง คือ หวีปาดกาว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่างตกแต่งมืออาชีพใช้ ด้วยคุณสมบัติของหวีปาดกาวที่เบา จับถนัดมือ จึงทำให้การทากาวยางเป็นเรื่องง่าย และทาได้รวดเร็ว นอกจากนี้เวลาปาดกาวยาง กาวจะไหลออกมาตามซี่ของหวี ทำให้มั่นใจได้ว่าทากาวยางเรียบเนียนทั่วทั้งวัสดุ ไม่เป็นหยดก้อน
อีกหนึ่งจุดเด่นของหวีปาดกาว คือ สามารถเช็ดทำความสะอาดคราบกาวออกได้ง่ายเพราะทำมาจากแผ่นลามิเนต เพียงแค่รอข้ามคืนให้กาวยางแห้งตัวสนิท ก็สามารถดึงกาวยางให้หลุดออกมาได้ หรือจะใช้น้ำยาลบคราบกาว ในการเช็ดทำความสะอาดก็ยังได้ ทำให้หวีปาดกาว สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ
นอกจากนี้แล้ว หวีปาดกาว ยังสามารถ DIY ทำเองได้อีกด้วย
3. สภาพแวดล้อมขณะทากาว ก็มีผลต่อการยึดเกาะ
พื้นที่และสภาพแวดล้อมขณะทากาวยาง ยังมีผลต่อเรื่องการยึดเกาะด้วยนะ ตัวอย่างเช่น
- การทากาวในสภาพแวดล้อมที่ชื้นจัด ขณะฝนตก หรือหลังฝนตกหนัก ความชื้นสามารถแทรกซึมเข้าไปในวัสดุ และกาวได้ ซึ่งความชื้นก็ถือเป็นศัตรูที่ขัดขวางการทำงานของกาวเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากความชื้นที่สูง จะทำให้กาวยางไม่แห้ง หรือแห้งตัวช้าสุดๆแล้ว ความชื้นที่เรามองไม่เห็น ก็มักจะซึมเข้าไปในวัสดุที่เราจะทากาว (โดยเฉพาะวัสดุที่มีรูพรุน อย่างไม้ ลังกระดาษ เป็นต้น) ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาชิ้นงานพองบวมในภายหลัง
- หากทากาวยางในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นผง ฝุ่นผงอาจเข้าไปติดบนหน้าผิววัสดุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่รอให้กาวยางแห้งก่อนประกบ ซึ่งฝุ่นผงเหล่านี้ แม้มีขนาดเล็กมากๆ ก็จะเข้าไปรบกวนประสิทธิภาพการยึดเกาะของกาว ทำให้ความเหนียวของกาวลดลง
เพราะแบบนี้แล้ว เราจึงควรเลือกทำงานทากาวยางในพื้นที่ที่โล่ง โปร่ง แห้ง และสะอาด
4. รอ รอ และ รอ
กาวยาง จะยึดติดได้ดี ก็ต่อเมื่อกาวแห้งสนิทแล้วเท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างอย่างมากกับกาวขาว หรือกาวร้อนที่ต้องยึดเกาะตอนกาวเปียก เพราะแบบนี้ หลังจากที่ทากาวยางลงไปบนวัสดุ จึงควรรอให้กาวยางแห้งสนิททั่วทั้งแผ่น (ไม่ใช่แค่แห้งหมาดนะ ต้องแห้งสนิท!) ก่อนที่จะนำชิ้นงานมาประกบติดกัน เพื่อป้องกันปัญหาชิ้นงานพองบวมในภายหลัง
โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน กาวยางจะแห้งช้ากว่าปกติ จึงควรใส่ใจในเรื่องการแห้งตัวของกาว และยืดเวลารอแห้งของกาวไปอย่างน้อย 5 นาที นอกจากนี้แล้วการเลือกใช้กาวยางที่แห้งตัวไว อย่างกาวยาง SBน้ำเงิน สูตรไร้กลิ่นฉุน ก็จะช่วยร่นระยะเวลาการรอแห้งของกาวได้อีกด้วย
SB Tip : วิธีเช็คว่ากาวยางแห้งสนิท ก็แค่เอานิ้วมือ หรือหลังข้อนิ้ว แตะลงไปบนกาวยางที่ทาไป ถ้าไม่มีกาวติดขึ้นมา ก็แสดงว่าแห้งดีแล้ว
5. ทากาวซ้ำ 2 รอบบนพื้นผิวบางชนิด ถือว่าจำเป็น!
การทากาวยางบนวัสดุ โดยปกติแล้วการทาเพียงรอบเดียวถือว่าเพียงพอสำหรับการยึดเกาะที่แน่นหนา อย่างไรก็ตามสำหรับวัสดุบางชนิดที่มีรูพรุนมาก เช่น ไม้, กระดาษลัง, กระดานไม้ก๊อก, ฟองน้ำ หรือ ผ้า เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการกักเก็บของเหลวไว้ในตัวมันเอง หรือพูดง่ายๆว่า “วัสดุดูดกาว” โดยจะสังเกตได้ว่า เมื่อทากาวยางลงไปบนวัสดุ รูพรุนขนาดเล็กบนวัสดุเหล่านี้จะดูดกาวลงไปเลย ทำให้หลงเหลือกาวยางอยู่บนหน้าผิววัสดุเพียงเล็กน้อย
สำหรับวัสดุที่มีรูพรุน ควรทากาวยาง 2 รอบ โดยทากาวยางรอบแรก รอให้แห้งสนิท แล้วจึงทากาวซ้ำอีกครั้ง แล้วรอให้แห้งอีกครั้ง… แค่นี้เราก็จะมั่นใจได้ว่ามีปริมาณกาวยางเพียงพอบนผิววัสดุสำหรับการยึดเกาะที่แน่นหนา
6. หลังทากาวแล้ว ปล่อยชิ้นงานทิ้งไว้ก่อน
กาวยางสามารถสร้างแรงยึดเกาะที่แน่นหนาในระยะเวลาสั้น การเลื่อนตำแหน่งการประกบติดวัสดุจึงถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งนี่ก็ถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากกาวอื่นๆ ที่อาจต้องรอนานถึง 24 ชั่วโมงในการสร้างแรงยึดเกาะระหว่างวัสดุสองชิ้น โดยหลังจากประกบติดชิ้นงานสองชิ้นเข้าด้วยกันแล้ว กาวยางจะยึดติดวัสดุเข้าด้วยกันในทันที และพลังการยึดเกาะแน่นขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลา 12-24 ชั่วโมงหลังประกบชิ้นงาน หากต้องการให้ชิ้นงานประกบติดแน่นหนา ไม่เคลื่อนที่ เราจึงไม่ควรไปรบกวนการทำงานกาว โดยไม่ควรแงะ หรือแกะชิ้นงานโดยเด็ดขาด
สินค้าในบทความ



