กาวยาง เป็นกาวสีเหลืองทองคล้ายสีของน้ำมัน เนื้อกาวมีความยืดหยุ่น ทำมาจากยางสังเคราะห์ประเภทยางนีโอพรีน กาวยางมีจุดเด่นสามารถสร้างแรงยึดเกาะที่แนบแน่นได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว รวมไปถึงไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หนีบหรือเครื่องกดทับเป็นตัวช่วยสร้างแรงยึดเกาะ

กาวยาง เป็นกาวอเนกประสงค์ ใช้ยึดวัสดุได้มากมาย กาวยางมีวิธีใช้งานที่แตกต่างจากาวชนิดอื่นๆเนื่องจากต้องรอให้แห้งสนิทก่อน ถึงจะนำชิ้นงานสองชิ้นมาประกบติดเข้าด้วยกันได้ การใช้งานกาวยางอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผลงานของคุณออกมาสวยเนี๊ยบ และแน่น ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ขั้นง่ายๆ
อยากอ่านหัวข้อไหน คลิ๊กเลย!
1. การเตรียมพื้นผิวเพื่อการยึดเกาะที่ดีขึ้น
การเตรียมพื้นผิววัสดุก่อนทากาวจะช่วยกำจัดฝุ่นผง, สิ่งสกปรก, ความมัน, ชั้นฟิล์มปกป้อง และสารอื่นๆที่ปกคลุมผิววัสดุอยู่ ซึ่งสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้สามารถเข้าไปรบกวนการทำงานของกาวยางได้ ส่งผลให้เกิดการยึดเกาะที่ล้มเหลว
การทำความสะอาดพื้นผิวและชะล้างไขมัน
เช็ดพื้นผิวด้วยส่วนผสม IPA/น้ำ เพื่อกำจัดฝุ่น ผง ความมัน และสารเคลือบผิวต่างๆ หลังเช็ดเสร็จให้ผึ่งวัสดุให้แห้ง
การขัดผิว
ขัดผิววัสดุด้วยกระดาษทราย 120-200 กรวดเพื่อกำจัดสารฟิล์มและคราบสกปรกหนักที่คลุมพื้นผิวไว้ หลังขัดเสร็จให้เช็ดด้วยส่วนผสม IPA/น้ำ และผึ่งวัสดุให้แห้ง
2. การทากาวยางที่ถูกต้อง
ทากาวยางบนวัสดุทั้ง 2 ชิ้นที่จะนำมาติดกันให้ครอบคลุมและสม่ำเสมอด้วยหวีปาดกาว วิธีสังเกตง่ายๆว่าทากาวบริเวณนั้นแล้วคือพื้นผิวจะมีฟิล์มกาวที่มันเงาเคลือบอยู่ (แต่หากมีหยดกาวนูน ควรปาดกาวส่วนเกินออก)
โดยส่วนมากการทากาวยางลงบนวัสดุเพียงรอบเดียวก็เพียงพอแล้ว ยกเว้นวัสดุที่มีรูพรุนควรทากาวสองรอบ
ความแตกต่างระหว่างพื้นผิววัสดุที่ “มีรูพรุน” และไม่มีรูพรุน
ความพรุน เป็นคุณสมบัติของวัสดุที่แสดงปริมาตรรวมของพื้นที่ว่าง หรือรูพรุน ในผิววัสดุ หากวัสดุที่มีพื้นผิวที่มีรูพรุนมาก ก็แปลว่า วัสดุนั้นมีความสามารถในการกักเก็บของเหลวไว้ภายในมาก วัสดุที่มีรูพรุน ก็อย่างเช่น ไม้อัด กระดาษแข็ง แผ่นโฟมยาง ฟองน้ำ ไม้ก๊อก ผ้า และไม้อัด

เมื่อทากาวยางลงบนวัสดุที่มีรูพรุน วัสดุจะดูดซับกาวเข้าไปเหมือนฟองน้ำ ทำให้มีปริมาณกาวที่เหลืออยู่บนหน้าพื้นผิวน้อย ด้วยสาเหตุนี้ วัสดุที่มีรูพรุนมากควรใช้การเคลือบของกาวสองชั้น โดยทากาวยางรอบแรก รอให้กาวยางแห้งสนิท แล้วจึงทากาวยางอีกรอบ เพื่อมั่นใจว่าจะมีกาวหลงเหลืออยู่บนหน้าผิววัสดุ เพียงพอต่อการยึดเกาะ
สภาพแวดล้อมขณะทากาว ส่งผลต่อแรงยึดเกาะ
พื้นที่ทากาวยางควรเป็นพื้นที่โล่ง โปร่งและมีลมโกรก รวมไปถึงควรหมั่นทำความสะอาดพื้นที่ให้ปราศจากฝุ่นอยู่เสมอ เนื่องจากฝุ่นละอองเหล่านี้อาจเข้าไปติดบนผิวหน้ากาวยางขณะทากาวหรือขณะรอกาวยางแห้ง ซึ่งก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการยึดเกาะของกาวในภายหลัง

3. ความครอบคลุมของกาวยางบนผิววัสดุ
ความครอบคลุมของกาวยางบนผิววัสดุขึ้นอยู่กับความพรุนของพื้นผิว สำหรับกาวยางชนิดทา ควรใช้กาวในปริมาณ 3.0-3.5 กรัมแห้งของกาวยางต่อหนึ่งตารางฟุตของวัสดุ (กรัมแห้ง หมายถึง น้ำหนักชั่งเป็นกรัมของกาวยางที่เหลือแต่ส่วนของ “เนื้อกาว” โดยส่วนผสมสารทำละลายระเหยไปหมดแล้ว) สำหรับไม้ แผ่นลามิเนต และไม้ปาติเกิ้ล แต่สำหรับวัสดุที่มีรูพรุนมาก เช่น ไม้เนื้ออ่อน ผ้า และแผ่นโฟม ควรใช้ปริมาณกาวที่เพิ่มขึ้น
4. ระยะเวลารอแห้ง
กาวยางใช้ระยะเวลารอแห้งประมาณ 10-15 นาทีภายใต้สภาวะปกติ อุณหภูมิที่เย็นและความชื้นสูงจะทำให้การแห้งตัวของกาวยางช้าลง

วิธีสังเกตว่ากาวยางแห้งสนิทแล้ว พื้นผิวจะดูแห้งด้าน ไม่มันเงา แนะนำให้ใช้หลังข้อนิ้ว แตะลงไปบนผิววัสดุให้ทั่ว หากไม่มีกาวติดขึ้นมา แสดงว่าแห้งสนิทดีแล้ว
5. ประกบชิ้นงานเข้าด้วยกัน
เมื่อกาวยางแห้งสนิทดีแล้ว ให้นำวัสดุสองชิ้นมาติดกัน ก่อนประกบติดควรวางตำแหน่งชิ้นงานอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเมื่อกาวยางสัมผัสกันแล้วจะยึดติดทันที จากนั้นให้ผ้าแห้งหรือลูกกลิ้งออกแรงรีดกดทับชิ้นงานให้ทั่ว จะช่วยให้ชิ้นงานยึดเกาะติดกันได้ดียิ่งขึ้น
6. ทำความสะอาดชิ้นงาน
หากมีคราบกาวยางเลอะบนชิ้นงาน ให้เช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาลบคราบกาว โดยเทน้ำยาลงบนผ้าสีอ่อน จากนั้นเช็ดลงบนคราบกาวจนคราบหลุดออกจนหมด

สินค้าในบทความ



