กาวในตลาดมีให้เลือกมากมายหลายชนิด โดยที่กาวแต่ละตัวมีคุณสมบัติเด่นแตกต่างกัน เหมาะกับวัสดุคนละชนิด รวมไปถึงวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งหากพูดถึงกาวที่ใช้สำหรับติดไม้กับลามิเนต ก็คงหนีไม่พ้น กาวยาง ซึ่งเป็นกาวที่มีสีเหลืองทอง ลักษณะเหลวหนืด และมีกลิ่นค่อนข้างฉุน (อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมสมัยใหม่ได้ก่อกำเนิดกาวยางสูตรกลิ่นเบา กลิ่นระเหยไวออกมาในตลาด เพื่อลดปัญหากลิ่นรบกวน ตกค้างในการทำงานตบแต่ง) ซึ่งแม้แต่ตัวกาวยางเอง ก็มีให้เลือกหลายเกรด หลายราคา

กาวยาง

กาวยางมีสีเหลืองทอง เนื้อเหลวหนืด สามารถยึดติดวัสดุได้หลากชนิด โดยส่วนใยของกาว คือ เนื้อกาวยาง

กาวยาง เป็นกาวที่ทำมาจากยางนีโอพรีน จึงมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถสร้างแรงยึดเกาะได้อย่างรวดเร็ว ถาวร โดยกาวยาง ขึ้นชื่อว่า เป็นกาวอเนกประสงค์ เนื่องจากสามารถนำไปใช้ยึดติดวัสดุได้แทบทุกชนิด (อยากรู้ “กาวยาง ใช้ยึดติดวัสดุอะไรได้บ้าง?” คลิ๊กที่นี่!) โดยเฉพาะ วัสดุที่ไม่มีรูพรุน (non porous material) เช่น หนัง, ยาง, แผ่นไม้อัด รวมไปถึง แผ่นลามิเนต ซึ่งเป็นวัสดุที่กาวอื่นๆไม่สามารถนำมาติดกันได้

กาวยาง

กาวยางสูตรกลิ่นเบา เหมาะกับการทำงานในห้างร้าน โรงแรม คอนโด รวมถึงออฟฟิศ

แต่ทราบหรือไม่ว่า กาวยางต้องทาบนวัสดุทั้ง 2 ชิ้น และรอให้แห้งสักพัก ก่อนนำมาประกบติดกัน เพราะอะไรนั้น…มาหาคำตอบกัน

1. กาวยาง ต้องทาบนวัสดุทั้ง 2 ด้านที่จะนำมาประกบกัน

กาวยาง นิยมนำมาใช้เป็นตัวประสานระหว่างวัสดุกับพื้นผิวขนาดใหญ่ เช่น เคาน์เตอร์ในห้องครัว, หัวเตียง หรือแม้แต่ผนัง ซึ่งวัสดุนั้น โดยส่วนมากจะเป็นแผ่นลามิเนต ซึ่งกาวชนิดอื่น ไม่สามารถนำมาใช้เป็นตัวประสานได้

กาวยาง

กาวยาง นิยมนำไปใช้เป็นตัวประสานระหว่างวัสดุกับพื้นผิวขนาดใหญ่ แม้กระทั่งผนัง

นั่นก็เพราะว่า โดยทั่วไปของกาวชนิดอื่นๆนั้น เมื่อทาลงบนผิววัสดุ จะต้องรอให้กาวแห้งหลังจากที่ประกอบวัสดุ 2 ชิ้นเข้าหากันแล้วเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นวัสดุทั่วไปที่มีรูพรุน ความชื้นสามารถระเหยออกมาจนกาวแห้งตัวได้ แต่เนื่องจากแผ่นลามิเนต เป็นวัสดุที่ไม่มีรูพรุน (non porous material) ความชื้นของกาวจึงไม่สามารถระเหยออกมาได้เมื่อชิ้นส่วนเชื่อมกัน (เช่น ประกอบลามิเนตเข้ากับไม้อัด) เป็นผลให้กาวที่ทาลงไปไม่สามารถแห้งตัวสนิทได้ ทำให้ไม่เกิดการยึดเกาะ….หรือการจะรอให้กาวแห้งสนิท ก็จะต้องใช้เครื่องหนีบกดทับวัสดุที่ประกบกันไว้จนกว่ากาวจะแห้งตัวสนิท ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นวันเลยทีเดียว

กาวยาง ถือเป็นกาวที่แตกต่างจากกาวชนิดอื่นๆ เนื่องจากเมื่อทากาวยางลงไปบนวัสดุแล้ว กาวยางสามารถแห้งตัวเองได้ในระยะเวลาอันสั้น (เนื่องจากตัวทำละลายระเหยออก) เหลืออยู่แต่เพียงส่วนเนื้อกาว ซึ่งเจ้าตัวเนื้อกาวนี้เอง ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสาน ยิ่งเนื้อกาวเยอะ แรงยึดเกาะก็ยิ่งสูง! ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องทากาวยาง ลงบนวัสดุทั้ง 2 ชิ้น เพื่อให้เนื้อกาวที่อยู่บนวัสดุทั้ง 2 ชิ้นเชื่อมประสานกันและกัน ทำให้วัสดุทั้ง 2 ชิ้นยึดติดกันได้

กาวยาง

กาวยางต้องทาบนผิววัสดุทั้ง 2 ด้านที่จะนำมาติดกัน เพื่อให้เนื้อกาวที่อยู่บนผิววัสดุทั้ง 2 ชิ้นเชื่อมประสานกันและกันกาวยาง ต้องรอให้แห้งแค่ไหน ถึงจะประกบกันได้

2. กาวยาง ต้องรอให้แห้งแค่ไหน ถึงจะประกบกันได้

กาวยาง เมื่อทาลงบนวัสดุทั้ง 2 ชิ้นแล้ว ต้องรอให้ตัวทำละลายระเหยออกไปจนหมด เหลืออยู่แต่ส่วนของเนื้อกาว (ซึ่งจริงๆแล้วมีสถานะเป็นของแข็ง) เพราะฉะนั้น วิธีสังเกตง่ายๆคือ เมื่อใช้นิ้วแตะลงไปบนกาวที่ทาแล้วนั้น จะไม่มีกาวติดนิ้วมือขึ้นมา เนื่องจากของเหลวระเหยออกไปหมดแล้ว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที

  • วิธีสังเกตด้วยตาเปล่า : กาวบนผิววัสดุดูแห้งด้าน ไม่เงา
  • วิธีสังเกตโดยการสัมผัส : กาวไม่ติดนิ้วขึ้นมาเมื่อสัมผัส
กาวยาง

รอให้กาวยางแห้งตัวก่อนจึงค่อยประกบ โดยสังเกตได้จากกาวบนผิววัสดุต้องดูแห้งด้าน ไม่ติดนิ้วเมื่อสัมผัส

เพราะเหตุนี้ การทากาวยางลงบนผิววัสดุ จึงควรทาในปริมาณที่เพียงพอ ไม่หนาหรือบางเกินไป เพราะหากทากาวหนาเกินไป ก็จะใช้เวลานานกว่าตัวทำละลายจะระเหยไปจนหมด หรือหากทากาวยางบางเกินไป ก็แปลว่าอาจไม่มีเนื้อกาวอยู่บนผิววัสดุเลยก็ได้ ทำให้ไม่เกิดการยึดเกาะ (อยากรู้ “ใช้อะไรปาดกาวยางติดแน่นสุด” คลิ๊กที่นี่!) ด้วยเหตุนี้ การทากาวยางจึงต้องใช้ทั้งทักษะและการฝึกฝน รวมไปถึงกาวยางที่มีเนื้อสัมผัสเนียนละเอียด ก็จะทำให้ปาดกาวได้ลื่นและง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้แรงเยอะในการเกลี่ยกาวยางให้ทั่วพื้นผิว

Tip : กาวยาง ใช้เวลารอแห้ง อย่างต่ำประมาณ 5-7 นาที แต่สามารถรอนานกว่านี้ก่อนนำมาประกบก็ได้ (แต่ไม่ควรเกิน 30 นาที) โดยไม่มีผลให้แรงยึดเกาะลดน้อยลง

แชร์เลย...
Share on Facebook
Facebook
Pin on Pinterest
Pinterest
Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on LinkedIn
Linkedin